สยามฟิชชิ่ง
หน้าแรก|กระดาน|รีวิว|ประมูล|ตลาด|เปิดท้าย
login | สมัครสมาชิก | วิธีสมัครสมาชิก | ลืมชื่อ/รหัส | login ไม่ได้? | 16 ต.ค. 64
นิยาย แนวผจญภัย บทที่ 17 ตอนที่ 6 : Fishing Article
 ห้องบทความ/เทคนิค > บทความอื่นๆ
ความเห็น: 8 - [27 ก.ย. 64, 18:44] ดู: 769 - [15 ต.ค. 64, 22:20] โหวต: 4
นิยาย แนวผจญภัย บทที่ 17 ตอนที่ 6
หนุ่มธุดงค์ไพร (692 คะแนนโหวตจากผู้ชมกระทู้) offline
29 ก.ค. 64, 13:41
9
นิยาย แนวผจญภัย บทที่ 17 ตอนที่ 6
ภาพที่ 1
บทที่ 17

ตอนที่ 6

          “ไอ้นี่ไม่ผิดแน่ แบบเดียวกันเป๊ะเลย”

          “เอามานี่ เดี๋ยวข้าจะพิสูจน์เอง ทีนี้ ถ้าไม่ใช่ ข้ายอมให้เหยียบเรียงตัว”กล่าวจบ พรานพรก็ใช่สันมีดเหน็บเคาะลงไปบนก้อนกระดำกระด่างนั้น ปราฏเสียงดัง กรี๊ก เศษดินที่มีลักษณะเคลือบแข็ง เหมือนใครเอาโคลนเหลวๆมาทาพอกไว้แล้วเอาไปตากแดด ก็หลุดกระเด็นออกมาเป็นกระบิ เผยให้เห็นวัตถุอันแท้จริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความกระดำกระด่างนั้น มันเป็นสีเหลืองทองอร่าม สะท้อนกับแสงไฟฉายสุกปลั่ง เรียกเสียง ฮือฮา ของบรรดาเหลากะเหรี่ยงดงทั้งหลาย

          “เฮ้ย!”

          “ทะ..ทะ...ทอง  ทองจริงๆรึนี่ อะไรกันโว้ย”พรานโส่ย ละล่ำละลักออกมาไม่เป็นภาษา ระคนกับเสียงเอะอะโวยวาย ของบุคคลที่รายล้อม

          “ตาข้าไม่ได้ฝาดไปใช่มั๊ยนี่ ไอ้เหน๋อ”

          “ทอง  ทองจริงๆหรือเปล่า”พรานแปะร้องเอะอะ พลางเขย่าแขนเหน๋อ ซึ่งตอนนี้นั่งตัวแข็งเป็นไม้ตีพริก พูดอะไรไม่ออกเช่นกัน ยังไม่ทันที่ทั้งหมดจะหายตกใจ พรานโส่ยก็ร้องโวยวายขึ้นมาอีก

          “เฮ้ย ยังมีอีกหลายก้อนเลย ทองทั้งนั่น อะไรมันจะมากมายขนาดนี้”

          “พวกเรารวยกันแล้วโว้ย”พรานโส่ยร้องบอกคณะ พลางโกยก้อนหินที่มีลักษณะไม่ต่างจากก้อนแรกที่พบขึ้นมา อีกห้าก้อน แต่ละก้อนมีขนาดและรูปทรง กลมบ้าง แบนบ้าน แตกต่างกันออกไป ซึ่งทุกก้อนถูกเคลือบไว้ด้วยดินแลดูแล้วไม่ต่างจากก้อนหินหรือก้อนดินธรรมดา แต่เมื่อใช้สันมีด หรือ เอาอะไรมาเคาะลงไปแรงๆ ผิวดินที่ถูกฉาบเคลือบไว้ก็แตกหลุดออกมา และแน่นอน ภายในนั้นมันซุกซ่อนทองเอาไว้อย่างแนบเนียน ก้อนทองคำแท้ๆ สินแร่ที่ทุกคนไม่คิดที่จะปฏิเสธ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ในยุคใดก็ตาม

          ท่ามกลางความตื่นเต้น ระคนดีใจของเหล่าบรรดาพรานกะเหรี่ยง ที่ต่างคน ต่างวาดภาพฝันอันสวยหรู เกี่ยวกับการค้นพบสมบัติอันมีค่า ซึ่งจะนำไปสู่ความร่ำรวยกับทรัพย์สินเงินทองที่จะตามมา หลังจากนำก้อนทองคำเหล่านี้ออกไปสู่ภายนอกและนำไปขาย แน่หล่ะ ใครๆก็อยากสุขสบายเป็นเศรษฐี โดยเฉพาะเหล่าพรานกะเหรี่ยงทั้งหลาย ที่ล้วนแล้วแต่ตกระกำลำบาก มีความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นเป็นทุนเดิมมาไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น ไม่เคยลิ้มรสความสบายแบบคนเมือง แม้แต่เรื่องกินเรื่องอยู่ก็ต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่เมื่อโอกาสมากองอยู่ตรงหน้าแบบนี้ ใครเล่าจะไม่ตื่นเต้นดีใจ แต่มีเพียงสองคนเท่านั้น ที่ยืนดูอยู่เงียบๆ ไม่แสดงอาการทุกข์ร้อนหรือดีอกดีใจอะไรออกมา นั้นก็คือพรานพร และ พรานเบ

          “ทีนี้แหละ พวกเราจะรวยกันทุกคน ข้าจะสร้างบ้านหลังโตๆ สักหลัง เอาให้ใหญ่ที่สุดในหมู่บ้าน”

          “จะซื้อรถไถ ไม่เลี้ยงแล้ว วัว ควาย ให้ลำบากลำบน”พรานแปะร้อบบอกคณะ พลางหัวเราะร่า แล้วก็คว้าก้อนทองขนาดเท่ากำปั้นสองก้อน ทำท่าว่ากำลังจะยัดใส่กระเป๋ากางเกง แต่แล้วพรานโส่ยก็ตะปบมือ รีบแย่งก้อนทองก้อนหนึ่งออกมาจากพรานแปะ

          “แบ่งๆกันสิโว้ย”

          “อย่าเอาไปคนเดียวหมด”พรานโส่ยร้องเสียงเอ็ด หลังจากกระชากก้อนทองออกมาจากมือพรานแปะ คนที่ถูกแย่งสมบัติ รีบคว้ากลับคืนมา แล้วร้องว่า

          “เอ๊ะ! มันเรื่องอะไรกัน ถึงมาแย่งฉัน ฮะ”

          “แกก็หาเก็บเอาเองสิ อันนี้ฉันหยิบมาก่อน ตรงหน้าแกก็มี ทำไมไม่หาเก็บเอา”พรานแปะตวาดสวน แล้วทำตาเขียวใส่ พลางใช้มือดันอกพรานโส่ยให้ถอยห่าง พรานโส่ยชักยั่วที่ถูกพรานรุ่นลูกด่าและแสดงกิริยาไม่สุภาพใส่ โดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัวเลยตบฉาดไปที่ก้านคอของพรานแปะ คนโดนตบเกือบจะหัวทิ่ม และครั้งนี้เองเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อพรานแปะใช้มือผลักหน้าอกของพรานชรา เพราะเลือดขึ้นหน้าด้วยความโมโห พรานโส่ยล้มกลิ้งลงไปนอนตะแคงอยู่กับพื้น เจ้าเคิ้งที่เป็นลูกชาย กระโดดเข้าล็อกคอพรานแปะไว้ทำท่าว่าจะเกิดมวย เพราะทั้งคู่กอดฟัดกันนัว จังหวะที่กำลังชุลมุนอยู่นี้เอง เจ้าเหน๋อก็ฉวยโอกาศที่ทุกคนกำลังเผลอ เพราะมัวแต่ตกตะลึงกับเหตุการณ์ ก็คว้าก้อนทองที่ตกกลิ้งกระจัดกระจายอยู่ตามพื้น ทำท่าจะซุกเข้าไปในกระเป๋า เจ้าพุ่มเหลือบเห็นเข้าพอดี กระโจนเข้ามาร่วมวงอีกคน เกิดอาการการยื้อแย่งฉุดกระชาก ด่าท่อกันไปมาอุตลุด เกือบจะวางมวยกันเข้าอีกคู่ ทันใดนั้นเอง ทั้งหมดก็ต้องสะดุ้ง เพราะเสียง กัมปนาทดังกึกก้องขึ้น ตูมสนั่น มันเป็นเสียงปืนลูกซองยาว ที่พรานเบยิงขึ้นฟ้า พร้อมๆกับเสียงตะโกนออกมาว่า

          “เฮ้ย หยุดกันเดี๋ยวนี้”

          “เป็นบ้าอะไรกันไปหมด พวกเอ็ง”พรานเบตวาดลั่น หลังจากเหนี่ยวไกระเบิดกระสุนออกไป เพื่อปลุกสติ

          “บ้ากันไปหมดแล้ว ไอ้แปะเอ็งมันบ้าไปทำคนแก่”

          “ตาโส่ย แกก็แก่แต่ตัว แทนที่จะมีสติสตางค์กว่าคนอื่น”พรานพรร้องเสริม พลางขว้างบุหรี่ยาเส้นที่คาบอยู่ที่ริมฝีปากลงพื้น ด้วยอาการขุ่นเคือง

          “พวกเอ็งทั้งสองตัวด้วย”

          “แทนที่จะเข้าไปช่วยกันห้าม ดันโลภไม่รู้เวลา ทีนี้พวกเอ็งทั้งหมดคงรู้แล้วใช่มั๊ย ว่าไอ้สองคนที่ มันมานอนเป็นผีเฝ้าห้วยอยู่นี่ มันตายกันแบบไหน ไม่ใช่ไอ้ทองพวกนี้ไม่ใช่รึไง มันถึงเป็นต้นเหตุให้พวกมันฆ่ากันเอง เพราะความโลภ ความไม่รู้จักพอ สุดท้ายก็ไม่มีใครกลับออกไปสักคน วิญญาณมันคงห่วงสมบัติของมัน มันถึงจะทำให้พวกเราเกือบจะฆ่ากันเองอยู่แล้ว”สิ้นเสียงของพรานนำทาง ทุกคนก็พากันหน้าจ๋อย เจ้าเคิ้งค่อยๆคลายวงแขนที่กอดรัดอยู่บริเวณลำคอของพรานแปะออก เหน๋อและเจ้าพุ่ม หันมามองหน้ากันทำตาปริบๆ ก้อนที่จะโยนก้อนทองลงพื้นตามเดิม พรานแปะหลังจากตั้งสติได้ ก็หันหน้าไปยิ้มเจื่อนๆพร้อมกล่าวคำขอโทษ ที่ตัวเองได้ล่วงเกินพรานชราผู้เป็นพ่อ เจ้าเคิ้งยิ้มตอบพลางพยักหน้า หงึกๆ เป็นการแสดงว่ารับคำขอโทษ ซึ่งเจ้าตัวก็กล่าวคำขอโทษต่อพรานผู้พี่ด้วยเช่นกัน เมื่อทั้งสองตกลงและปรับความเข้าใจกันได้ พรานแปะก็รีบเดินปรี่ไปที่พรานเฒ่า ซึ่งตอนนี้นั่งพับเอาแขนยันอยู่กับพื้น จากนั้นก็รีบยกมือไหว้แล้วกล่าวคำขอโทษ พรานชราก็เหมือนจะรู้ตัวดี ว่าตัวแกเองก็มีส่วนทำให้เรื่องบานปลาย รีบโบกมือไปมา แล้วพูดขึ้นมาว่า

          “เอาๆ ข้าไม่โกรธอะไรเอ็งแล้วไอ้แปะ”

          “ข้าเองก็มีส่วนผิดอยู่เหมือนกัน ข้าว่า พวกเราอย่าไปยุ่งวุ่นวายอะไรกับไอ้ทองผีสิงพวกนี้เลย ดูสิ ขนาดไม่ทันไร พวกเราก็เกือบที่จะฆ่ากันตายอยู่แล้ว”พรานโส่ยกล่าวออกมาเสียงเครือ ก่อนที่จะถูกพรานแปะช่วยฉุดมือแกขึ้นมาให้ลุกขึ้นยืน

          “สิ่งที่มีค่ามากกว่าทองในตอนนี้ก็คือ ไอ้สิงห์”

          “พวกเราลืมกันไปหมดแล้วหรือไง เรามาตามหาคนหาย ไม่ได้มาตามหาทองหรือมาล่าสมบัติอะไรทั้งนั้น”พรานเบกล่าวออกมาเสียงเข้ม

          “ชีวิตของเรา และไอ้สิงห์มันน่ารักษามากกว่าทองผีพวกนี้ ข้าก็เกือบไปแล้วเหมือนกัน ดีที่ไอ้เบมันเตือนสติไว้ กะอีแค่ทองหกก้อน พวกเอ็งยังเกือบจะฆ่ากันตาย ถ้าไปเจอทองฝั่งโน้น พวกเอ็งคงบ้าไปกว่านี้แน่ๆ เพราะมันมีเยอะกว่านี้หลายเท่า”

          “เฮี้ยนนักนะมึ ง”พรานพรคำรามออกมาเป็นประโยคสุดท้าย ก่อนที่จะใช้เท้าถีบโครม ไปที่โครงกระดูกจนกระจายเกลื่อนพื้น อย่างไม่แยแส หรือเกรงกลัวต่อสิ่งใด ส่วนพรานโส่ยและพรานแปะ ก้มลงหยิบก้อนทอง อันเป็นฉนวนที่เกือบจะทำให้คนทั้งคู่ผิดใจกัน และเกือบจะทำให้คณะทั้งหมดมีอันเป็นไป ขึ้นมาถืออยู่ในมือคนละก้อน พรานโส่ยพลิกดูไปมาอยู่ในมือชั่วครู่ แล้วถอนใจฮือ ก่อนที่จะโยนวัตถุชิ้นนั้นลงไปกองอยู่ก้นหลุมเช่นเดิม พรานแปะเห็นเข้าก็ปฏิบัติตามพรานชรา ก่อนที่จะใช้ปลายเท้าเตะสะกิดหัวกระโหลก ที่ตกอยู่บนพื้น กลิ้งหลุนๆไปรวมอยู่ที่โครงกระดูกที่กระจัดกระจายก่ายกองกัน

          “มันคงไม่ได้เฮี๊ยนอะไรหรอกน้าพร เป็นเพราะความโลภ และความอยากได้อยากมีของพวกเรากันเอง”

          “ความโลภมันบังตาพวกเราแท้ๆ เกือบจะทำให้เราทั้งหมดเสียผู้เสียคน จนลืมไปว่า สิ่งที่เราควรทำที่สุดคืออะไร เจ้าป่าเจ้าเขา อาจจะกำลังลองใจพวกเราอยู่ก็ได้ ฉันปลงแล้วแหละ ทองเทิงอะไรพวกนี้ มันจะมีประโยชน์อะไรหากเราเอาชีวิตรอดกลับไปไม่ได้ อยู่ในดงอาถรรพ์แบบนี้ มันก็ไม่ต่างจากก้อนดินก้อนหิน กินก็กินไม่ได้ เฮ้อ...ฉันขอโทษพวกน้าๆทั้งสองคนด้วยก็แล้วกัน และฉันต้องขอบใจน้าๆด้วย ที่ช่วยเตือนสติฉันและพวกเราทุกๆคน”เหน๋อกล่าว หลังจากยืนพิจารณาสิ่งต่างๆที่ตนเองได้กระทำออกไป พลางยกมือไหว้ พรานเบ และพรานพร

          “ช่างมันเถอะ พวกเราคิดกันได้ก็ดีแล้ว ข้าจะได้สบายใจ ที่ผ่านมาแล้ว ก็ให้มันแล้วไป เพื่อนกันทั้งนั้น พวกเราก็เหมือนครอบครัวเดียวกัน ทุกข์ยากแสนเข็น ร่วมหัวจมท้ายด้วยกันหมดนี่แหละ สิ่งที่ต้องคิดมากกว่าเรื่องนี้ก็คือ ทำยังไง ที่จะได้ตัวไอ้สิงห์กลับมา สิ่งนี่แหละ ที่เราต้องร่วมมือกัน

          “ถ้าเราตามไอ้สิงห์มันกลับคืนมาได้ สมบัติพวกนี้ มีโอกาส หรือผ่านมาอีก พวกเราก็ค่อยมาว่ากันอีกที จะขนจะแบกไปตอนนี้ก็เป็นภาระพวกเราเสียเปล่า เอาแรงที่จะไปแบกทอง เก็บไว้แบกเสบียงยังจะเข้าท่ากว่าเยอะ ป่ะ ไปกันเถอะพวกเรา อย่าไปสนใจอะไรกับของพวกนี้อีกเลย”พรานเบกล่าวสรุป ก่อนที่จะพยักหน้าไปทางคณะที่ยืนฟังกันอยู่เงียบๆ

          ทั้งหมดเคลื่อนขบวนผละจากบริเวณนั้น โดยไม่มีใครคิดสนใจกับสมบัติที่อาจจะทำให้พวกเขาสบายไปทั้งชีวิต พรานพรพาทั้งหมดเดินกลับไปที่กองสัมภาระ ที่กองรวมกันไว้ที่ร่องห้วย ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในสภาพเดิม ไม่มีอะไรสูญหาย เจ้าพะเปรียวพอเห็นคณะโผล่ออกมา ก็ร้องหงิ๋งๆกระโจนเลียแข้งเลียขา คนโน่นทคนนี้ที ด้วยความดีใจ พรานแปะเดินไปเก็บห่อเห็ดที่ตัวเองวางลืมไว้ตรงพื้นห้วยใกล้โขดหินที่เคยนั่งพัก ก่อนที่หัวกระโหลกปริศนา จะตกกลิ้งลงมา ยัดลงย่ามหลังของตัวเอง เหน๋อเดินไปคว้าม้วนเถาวัลย์ที่วางพิงไว้กับผนังห้วย ส่งไปให้พรานเบพิจารณา พรานนำทางรับมาถือ พลางสั่นหัว เพราะปริมาณที่ได้มามันน้อยนิด พรานแปะจึงเสนอไปว่า ให้ลองตัดเส้นเถาวัลย์เส้นที่ไม่โตเกินไปนัก แล้วเอามาทุบ ทำให้แตกเป็นเส้นๆ จากนั้นให้เอามาควั้นทำเป็นเชือก พรานพรที่ยืนฟังคำอธิบายของพรานแปะอยู่ใกล้ๆ ก็แสดงท่าทีเห็นด้วยในความคิดของพรานหนุ่ม พรานเบจึงให้ เจ้าเคิ้ง และ เจ้าพุ่ม ลองตัดเส้นเถาวัลย์ที่ห้อยอยู่ใกล้ๆ ขนาดใหญ่ไม่เกินข้อมือ กะความยาวพอประมาณไม่เกินห้าหกวา พรานแปะเดินไปใช้มีดฟันท่อนไม้ขนาดท่อนเท่าแขนมาสี่ท่อน เอาไว้สำหรับใช้ทุบเส้นเถาวัลย์ พรานแปะเดินส่งไม้ท่อนที่ตัดได้ให้ พรานโส่ย เหน๋อ และเจ้าพุ่ม และที่เหลืออีกท่อนตัวเองถือไว้ ทั้งสี่ต่างช่วยกันใช้ไม้ทุบลงไปบนเส้นเถาวัลย์ที่ถูกขึงเป็นเส้นตรงอยู่กับพื้น ไม่กี่นาที เส้นเถาวัลย์ขนาดเกือบเท่าข้อมือทั้งเส้น ก็แตกเป็นเส้นฝอยหยาบๆ พรานพร และ พรานเบ รวมทั้งคนอื่นๆช่วยกันฉีกเส้นเถาวัลย์ที่ทุบไว้ ออกเป็นเส้นๆ กะแบ่งให้เท่ากัน คนละสามเส้น เส้นละเท่าๆกัน ขนาดหนึ่งในสามของนิ้วก้อย จากนั้นก็ทำการควั้นเส้นฝอยของเถาวัลย์นั้น

          พรานโส่ยนั่งลงกับพื้นห้วย ชันขาขวาขึ้น แล้วถกขากางเกงมาพับไว้เหนือหัวเข่า จนเห็นหน้าแข้ง มือข้างซ้ายประคองเส้นฝอยของเถาวัลย์มาพาดไว้บริเวณหน้าแข้งของแก จากนั้นก็ใช้ฝามือข้างขวา กดลงไปที่เส้นเถาวัลย์ แล้วรูดไล่ลงไป ทำให้เส้นเถาวัลย์นั้นหมุนควงเป็นเกลียวในทิศทางตามเข็มนาฬิกา คนอื่นๆก็ทำในลักษณะเดียวกับพรานชรา อาจมีแตกต่างกันบ้าง บางคนก็เหยียดหน้าแข้งตรงบ้าง บางคนก็รูดกับขาอ่อน แต่ละคนทำด้วยความชำนาณ มีเพียงเหน๋อคนเดียวเท่านั้น ที่ดูงุ่มง่ามกว่าเพื่อน เพราะไม่ถนัด ทำไปพลาง ก็ร้อง ซี๊ด ไปพลาง เพราะเส้นเถาวัลย์ที่ตัวเองปั่นควั้น ถอนขนหน้าแข้งของตัวเองติดไปได้ อาการที่เกิดขึ้นกับเหน๋อ จึงกลายเป็นว่า สร้างเสียงหัวเราะครื้นเครง ทำให้บรรยากาศที่ดูตึงเครียดกลับมาดีขึ้นกว่าเก่า

        เมื่อได้เส้นเถาวัลย์ที่ปั่นควั้นเป็นเกลียวแบบหยาบๆ เส้นเล็กๆ พรานโส่ยก็เลือกหยิบขึ้นมาสามเส้นขนาดไล่เลี่ยกัน แล้วทำการควั้นรวมกันอีกครั้ง จากเส้นเล็กๆสามเส้น ก็กลายเป็นเชือกควั้นเส้นใหญ่ ขนาดเกือบจะเท่านิ้วก้อย ซึ่งขนาดกำลังน่าใช้งานพอดี เมื่อเห็นว่าได้ผล พรานเบจึงให้ตัดเส้นเถาวัลย์ไปเพิ่มอีก สี่ห้าเส้น แต่ละเส้นสั้นยาวแตกต่างกันออกไป ตามขนาดของเส้นเถาวัลย์ที่พอจะหาและใช้งานได้ เพราะถ้าใหญ่เกิน ก็ทุบไม่ไหวเพราะแข็งเกินไป

          “ดูเชือกควั้นนี้เป็นตัวอย่าง”

          “ถ้ามันโดดเดี่ยว แค่เส้นเดียวโดดๆ ดึงแรงๆไม่กี่ที มันก็คงจะขาด แต่ถ้าเมื่อไหร่มันมารวมกันหลายๆเส้นเข้า ต่อให้ช้างก็เอาอยู่ ก็เหมือนกับพวกเราในตอนนี้ ถ้าต่างคนต่างเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง เห็นแก่ตัว ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่รักและไม่สามัคคีกัน ไม่นานก็คงไม่มีใครรอด ตัวอย่างก็มีให้เราเห็นแล้ว นอนเป็นผีเฝ้าป่าอยู่นั่น แต่ถ้าพวกเราร่วมมือกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่แตกแยก จุดหมายปลายทางของพวกเราก็คงจะสำเร็จไปด้วยดี”พรานเบหันมากล่าวเสียงต่ำๆ พร้อมรอยยิ้มที่มุมปากกับคณะทุกคน จากนั้นก็โบกมือ เป็นสัญญาณให้คณะออกเดินทาง ท่ามกลางความเปล่าเปลี่ยว และบรรยากาศที่มืดมิดสลัวลาง ทิ้งให้กองไฟที่เคยก่อไว้ที่ก้นห้วย ไหม้ลามเลียท่อนฟืนอยู่วอมแวม และอีกไม่นาน ก็คงมอดดับลง เพราะหมดเชื้อ


          เหตุการณ์ต่อจากนี้จะเป็นเช่นไร คณะติดตามคนหาย จะสามารถรับมือกับสิ่งลี้ลับต่างๆที่จะเกิดขึ้นอีกได้หรือไม่ โปรดติดตามในบทต่อไป


            ผิดพลาด หรือตกหล่นประการใด ผมหนุ่มธุดงค์ไพร ต้องขออภันมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

กรุณา ลงทะเบียน และ login ก่อนส่งความเห็นครับ
siamfishing.com © 2021